xxx of yyy characters
Join Group
Google Translation: Off

When Google Translation is on, topics and messages in this group will be machine-translated to your language by Google.

Messages


Topic: ทาง3สี
เรื่องย่อ “ราวีมรณะ” ตอนที่ 1

เจ้าสัว “เซี๊ยะ” เป็นบุคคลที่รอยอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย ถ้านับกันในการเกิดเป็นมนุษย์ผู้ชายแล้วอะไร ๆ ที่เกี่ยวกับทางโลกเจ้าสัว “เซี๊ยะ” ดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบในเรื่องความสำเร็จตั้งแต่วัยหนุ่มรุ่น ๆ เขาเกิดในยุค พ.ศ. 2480 ช่วงสงครามและหันมาประกอบอาชีพทางเกษตรกรรมหลาย ๆ อย่าง จับธุรกิจอะไรเป็นสำเร็จไปมด แม้แต่เรื่องความรัก เขามีภรรยาหลายคน แต่ทุกคนก็ไม่เคยทะเลาะกันเอง (1 ในภรรยาของเขาเป็นฝรั่งด้วย) พอเข้าสู่วัยกลางคน เจ้าสัว “เซี๊ยะ” ก็มีลูกหลานกันแทบจดจำไม่ไหว แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะเครือข่ายกิจการของเขามีมากจนคนในตระกูลบริหารกันแทบจะไม่ทัน แล้วหลาน ๆ ของเจ้าสัว “เซี๊ยะ” ที่โตแล้วบางคนก็เป็นนายทหาร บางคนก็เป็นนายแพทย์ใหญ่ที่มีฝีมือและชื่อเสียระดับโลก เช่น “จอร์จ” ซึ่งเป็นหลานที่เกิดจากลูกของ 1 ในภรรยาของเจ้าสัว “เซี๊ยะ” ที่เป็นฝรั่ง ฝีมือทางการแพทย์ของ “จอร์จ” และทีมงานของเขาที่ต่างประเทศ เข้าขั้นระดับเทวดาในโลกมนุษย์ พร้อมด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยที่สุดในโลกใบนี้
แล้วบั้นปลายชีวิตชของเจ้าสัว “เซี๊ยะ” ก็มาถึง เมื่อโรคต่าง ๆ เข้ามาหา ลูก ๆ หลาน ๆ ทุกคนต่างเอาใจใส่ดูแลเจ้าสัว “เซี๊ยะ” กันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะ “จอร์จ” ซึ่งใช้ความสามารถและฝีมืออย่างที่สุดจนเจ้าสัว “เซี๊ยะ” ต้องต่อสายระโยงรยางค์เหมือนปลาหมึกไม่มีผิด กระทั่งลูกหลานบางคนได้ไปหาผู้มีเวทมนต์ (จอมขมังเวทย์) ที่มีอิทธิฤทธิ์จริง ๆ มารักษา แต่เมื่อถึงเวลาตายก็ไม่มีผู้ใดสามารถผัดผ่อนได้ เจ้าสัว “เซี๊ยะ” ได้สิ้นลมไปเอง โดยที่ไม่มีผู้ใดช่วยได้เลย ดุจคำกล่าวในพุทธศาสนสุภาษิตว่า “อันใคร ๆ ไม่อาจจะชนะ ความแก่และความตาย ด้วยการรบ ด้วยเวทมนต์ หรือด้วยการรบด้วยทรัพย์ จะเอาชนะความแก่และความตายไม่ได้เลย”
ชีวิติของเจ้าสัว “เซี๊ยะ” ก็เหมือนกัน ถึงลูกหลายจะประกาศยกทรัพย์สินให้ใครก็ตามหมดทั้งตระกูล หรือจะมีผู้วิเศษหายตัวได้มารักษา เมื่อความตายมาถึง เขาก็ต้องตายเหมือนทุกสรรพสัตว์ในโลกนี้

จบตอน

ตอนที่ 2 ไม่ควรคบคนพาล”

“ป๊อป” หรือ นายทหารหนุ่มยศพันตรีผู้ได้รับมรดกมา 200 ล้าน (อาจทำเป็นตอนต่อจาก “ราวีมรณะ” ก็ได้) จากคุณตาอภิมหาเศรษฐีที่ตายไป ถึงแม้เขาจะมียศสูง และร่ำรวย แต่ปัญญาในทางธรรมะเบื้องต้น เขากลับไม่รู้เลยแม้อายุจะ 30 เศษ ๆ “ป๊อป” ก็ยังมีความยากเที่ยวประสาชายหนุ่ม เขาได้ก้าวไปสู่ความผิดพลาด เพราะคืนหนึ่งหลังจากเขาเที่ยวกลางคืนมาซักพักใหญ่ ๆ โดยลำพังคนเดียว เพื่อนกินหาเดี๋ยวเดี่ยวก็ได้ แล้วเขาก็มาได้ “เกริก” นายทหารรุ่นน้อง ซึ่งรับจ้างอุ้มฆ่า, เสพอบายมุขเกือบทุกประเภท, โกหก, ส่อเสียด ฯลฯ ศีล 5 ดูเหมือนไม่มีเอาเลย มาเป็นเพื่อนกิน-เพื่อนเที่ยวด้วย ซึ่งอุปนิสัยของ “ป๊อป” ผิดกันกับ “เกิรก” มากนัก “เกริก” ชักชวน “ป๊อป” ได้โดยไม่ยาก เพราะเมื่อ “ป๊อป” ได้ฟังการพูดคุยของ “เกริก” “ป๊อป” กลับมีความดีใจไปด้วย “เกริก” เริ่มทำให้ “ป๊อป” ติดอบายมุขต่าง ๆ เช่น การพนัน, นักเลง, ผู้หญิง ฯลฯ แล้ว “ป๊อป” ก็ได้คว้าหมอนวดไซด์ไลน์หุ่นนางแบบชื่อ “เจี๊ยบ” ซึ่งภายนอกดูไม่รู้เลยว่าเธอเป็นโสเภณี มาคบหาเป็นแฟนด้วย และดูเหมือนเธอจะเป็นคนดี “เกริก” ต้องตาต้องใจ ”เจี๊ยบ” มาก จึงวางแผนจัดฉากไว้โดยที่เขายุยงส่งเสริม “เจี๊ยบ” แล้วจัดบ่อนเอาไว้โกง “ป๊อป” “ป๊อป” เสียท่าจึงสูญเงินไปร่วม 300 ล้าน จนญาติพี่น้องต้องมาเคลียร์ให้ ที่สุด “ป๊อป” ต้องถูกออกจากราชการด้วยปัญหาอีกหลายอย่างดุจดั่งพุทธศาสนาสุภาษิตว่า “ไม่พึงคบคนพาล”
และ
“หากแสวงหาไม่พบเพื่อนที่ดีกว่าจน หรือเสมอกับตน ก็ควรเที่ยวไปคนเดียว เพราะมิตรภาพไม่มีในหมู่คนพาล” แล้ว เกริก” ก็หักหลังกันกับ “เจี๊ยบ” กันในที่สุด

จบตอน





ตอนที่ 3 “ดาวลืมดิน”

“รจนา” เด็กสาวจากต่างจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ เธอมีความทะเยอทะยานที่จะเป็นดารา-นางแบบ-นักร้อง เหมือนเด็กสายวัยรุ่นทั่วไป เมื่อถึงเวลาที่จะเข้ามาศึกษาต่อในกรุงเทพฯ “รจนา” ได้เข้าประกวดเกี่ยวกับงานบันเทิงต่าง ๆ จนเธอได้เข้าวงการสมดังเจตนา “รจนา” เมื่อเข้าสู่วงการบันเทิง เธอก็มีชื่อเสียงอยู่พอประมาณในประเทศ เป็นที่รู้จักในนาม “โรส รจนา” ขณะที่เธอมีชื่อเสียงเงินทอง เธอกลับทำตัวไม่แยแส ญาติ-มิตร หรือกระทั่งแม่คน ตนที่มาเยี่ยมเธอจากต่างจังหวัด แล้ววันหนึ่งเธอก็เสื่อมลงจากความนิยมลงอย่างรวดเร็ว แม้แต่แฟนคลับของเธอก็เสื่อมความชอบลง อีกทั้งสื่อมวลชนก็มิชอบในตัวเธอ “โรส รจนา” จึงมีชื่อเสียงที่เงียบหายไปเมื่อเงินของเธอหมด เพื่อนชายที่เป็นดาราก็ตีจาก
“รจนา” ไร้ที่พึ่ง เธอจึงรู้สึกผิดและกลับไปหาแม่ที่บ้านนอก แม่ของเธอเป็นคนเดียวที่ต้อนรับเธอ ผิดจาก ญาติ-มิตรที่รังเกียจเธอ และไม่ค่อยให้การตอนรับ “รจนา”ดำเนินชีวิตผิดพลาดทั้ง ๆ ที่ไปถึงจุดหมายแล้ว เพราะไม่เคยตระหนักในภาษิตที่ว่า “บุคคลไม่ควรลืมตน”
“รจนา” ได้ใช้ชีวิตอยู่กับแม่ช่วงหนึ่ง และทางกรุงเทพฯ ก็ติดต่อเธอไปรับงานในวงการบันเทิง เธอจึงกราบลาแม่ของเธอและไปขอโทษ ญาติ –มิตรของเธอก่อนขึ้นกรุงเทพฯ “รจนา” ตั้งใจไว้ว่า เธอจะไม่ประพฤติตนแบบเดิมอีก

จบตอน








ตอนที่ 4 “จอมคาถา”

“จ่าเบิ้ม” ตำรวจกองปราบ เขาเป็นมือวิสามัญ ๆ ฆาตกรรมของวงการตำรวจ นายตำรวจใหญ่ ๆ ถ้ามีงานจับผู้ต้องหา ๆ ร้าย ๆ อันตราย ๆ มักจะเรียก “จ่าเบิ้ม” ไปใช้งานเป็นประจำ “จ่าเบิ้ม” เป็นคนที่ชอบวิชาไสยศาสตร์มากและเขาเองก็มีวิชาอาคมเข้าขั้นเทพหน่อย ๆ เช่นกำบังตัว, มหาอุด, คงกระพัน, คิดของออก (คิดอาคมของศัตรูให้เสื่อมชั่วขณะ) และอีกหลาย ๆ วิธีซึ่งคนธรรมดาทำไม่ได้ หนำซ้ำ “จ่าเบิ้ม” ยังมีครูบาอาจารย์ที่เป็นฆราวาสจอมขมังเวทย์อีก ชื่อ “ท่านสุเมธ” ซึ่งเดินบนน้ำได้แถม
Nov 9
6:42 PM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
“จ่าเบิ้ม” เป็นคนที่ชอบวิชาไสยศาสตร์มากและเขาเองก็มีวิชาอาคมเข้าขั้นเทพหน่อย ๆ เช่นกำบังตัว, มหาอุด, คงกระพัน, คัดของออก (คัดอาคมของศัตรูให้เสื่อมชั่วขณะ) และอีกหลาย ๆ วิธีซึ่งคนธรรมดาทำไม่ได้ หนำซ้ำ “จ่าเบิ้ม” ยังมีครูบาอาจารย์ที่เป็นฆราวาสจอมขมังเวทย์อีก ชื่อ “ท่านสุเมธ” ซึ่งเดินบนน้ำได้แถมทั้งคู่มีวิชารักษาโรคภัยไข้เจ็บได้อีก แต่กรรมไม่ละเว้นผู้ใด เนื่องจาก “จ่าเบิ้ม” ได้ทำการวิสามัญฆาตกรรมพวกโจรไว้มาก ผลกรรมจึงค่อย ๆ ทยอยให้ผลจากเล็กไปใหญ่ ไม่ว่า “จ่าเบิ้ม” จะใช้เวทมนต์คาถาเพียงไรก็ไม่สามารถหยุดกรรมได้โดยถาวร ถึงวิญญาณผู้ตายที่เขาเคยฆ่าจะมาปรากฏให้เขาเห็นที่โรงพยาบาล “จ่าเบิ้ม” ก็ใช้วิชาขับไล่ไปได้ ในที่สุด “จ่าเบิ้ม” ก็ไม่สามารถที่จะเอาชนะโรคร้ายคือมะเร็งไปได้

จบตอน













ตอนที่ 5 “จนตรอก”

“สมภพ” ชายหนุ่มวัย 30 ซึ่งอยู่กินกับ “จุรี” ทั้งคู่มีลูก 2 คน พวกเยายากจนมากจนแทบไม่มีจะกิน ในสลัมละแวกบ้าของเขา “สมภพ” ได้ไปทำความคุ้นเคยกับ “จิมมี่” ซึ่ง “สมภพ” รู้ว่า “จิมมี่” ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เขาเลยไปทำความสนิทเพื่อที่จะให้ “จิมมี่” หาลู่ทางในการหาเงินให้ “สมภพ” เลยถูกชักจูงให้เป็นอาชญากรโยไม่ได้ตั้งใจ แต่งานปล้นครั้งแรกสำเร็จไปแล้ว “สมภพ” ได้กลายเป็นโจร ถอนตัวไม่ได้ เงินที่เขาได้มา “จุรี” ก็ต้องฝืนใจเก็บไปไว้เพื่อปากท้องและลูกทั้ง 2 “สมภพ” เริ่มร่วมงานปล้อนกับ “จิมมี่” ไปอีกหลายงานแทนที่เขาจะหางานทำเขากลับติดใจในความเป็นโจร แล้วงานปล้นงานใหญ่คือร้านทองก็เริ่มขึ้น คราวนี้พลาด ”สมภพ” และ จิมมี่” เจอของแข็ง เจ้าของร้านทองชักปืนยิงใส่ “จิมมี่” ตายคาที่ “สมภพ” บาดเจ็บหนีรอดกลับมาบ้านได้ แล้วตำรวจก็ตามรอยมาล้อมจับ “สมภพ” ติดคุกพร้อม “จุรี” ครอบครัวของเขาต้องเลยร้ายลงอีก ดังภาษิตว่า “คบคนเลยย่อมเลวลง”

จบตอน













ตอนที่ 6 “ฤกษ์ดี”
“พาสกร” ชายหนุ่มในวัยทำงานอายุ 24 ปี เขามีแฟนสาวที่เขารักมากซึ่งเจอกันในที่ทำงาน เธอชื่อ “นิดา” “พาสกร” เป็นผู้ที่ยึดติดอยู่กับฤกษ์ยามมากที่สุด เขามีพระอาจารย์ซึ่งเป็นพระสงฆ์เป็นผู้คอยดูฤกษ์ยามให้ทุกเรื่อง ครั้งแรก ๆ ก็ดี จน “พาสกร” ได้เป็นผู้บริหารของบริษัทลูกที่เป็นบริษัทสาขาที่ตนทำงานอยู่ เขาจึงทับทวีความเชื่อมในเรื่องฤกษ์ยามมาก แต่ความเชื่อของเขาเกินพอดีจึงส่งผลร้ายให้ เมื่อลูกค้ารายสำคัญรายใหญ่ 3 ราย ขอนัดวันเซ็นสัญญา “พาสกร” ก็ได้รับคำแนะนำจากพระอาจารย์ว่าควรเลื่อนนัดไปก่อนเพราะฤกษ์ไม่ดี “พาสกร” จึงได้เลื่อนนัดลูกค้าไปทั้งหมด ขณะเดียวกัน “พาสกร” กับ “นิดา” ก็ไปดูฤกษ์แต่งงานกัน พระอาจารย์ก็บอกว่าไม่มีฤกษ์แต่ง เขาเชื่อพระอาจารย์มากแต่ “นิดา” ในความเป็นผู้หญิงซึ่งเธอก็รัก “พาสกร” อยู่แล้ว เธอไม่เห็นด้วย แต่เธอก็ไม่อยากขัดใจ “นิดา” จึงปรึกษากับเพื่อนของเธอว่ายังมีหมอดูฤกษ์ยามที่เก่ง ๆ อีกไหม? เมื่อรู้ว่ามี “นิดา” ก็ชวน “พาสกร” ไปหา ผลที่ได้คือไม่มีฤกษ์แต่ง ลูกค้ารายใหญ่ทั้ง 3 ราย เมื่อ “พาสกร” เลื่อนนัดเกิดไม่พอใจยกเลิกการเซ็นสัญญาทำให้ผู้บริหารระดับสูงไม่พอใจมาก “พาสกร” จึงโดนไล่ออก อีกทั้ง “นิดา” ก็ขอบอกเลิก เพราะเธอไม่สามารถที่จะอยู่ร่วมชีวิตกับเขาอีก “พาสกร” ชีวิตจึงพินาศเพราะ “ประโยชน์ย่อมล่วงเลยคนโง่ผู้มัวถือฤกษ์ยาม”

จบตอน










ตอนที่ 7 “ออกศึก”

ยุคสมัยกรุงศรีอยุธยามีหมู่บ้าน ๆ หนึ่งชื่อ “หนองดิน” ซึ่งอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านอื่น ๆ มาก แต่กองทัพพม่าได้ส่งหน่วยเล็ก ๆ กองร้อย ๆ หนึ่งมายึดหมู่บ้านนี้ “พรานแสง” ซึ่งล่าสัตว์อยู่ในป่าได้รู้เห็นเข้าจึงกลับมาบอกชาวบ้านที่หมู่บ้าน “หนองดิน” เพื่อให้ทุกคนเตรียมตัวรบต้านพวกพม่า โดยที่ “พรานแสง” วางแผนว่าจะสังหารพวกพม่าได้หมดทั้งกองร้อย แต่ “นายอิน” หัวหน้าหมู่บ้านได้คัดค้านไว้บอกว่า “ไม่มีฤกษ์ออกรบ” “นายดิน” ถือว่าตนมีความรู้ดูฤกษ์ยามมาจากสำนักดัง ชาวบ้านส่วนใหญ่ล้วนศรัทธา “พรานแสง” เห็นชาวบ้านแตกออกเป็น 2 เสียง ฝ่ายหนึ่งคอยฤกษ์ยาม ส่วนฝ่ายอง “พรานแสง” ไม่เชื่อ “พรานแสง” กับพวกซึ่งมีกำลังน้อยกว่า จึงแยกพวกออกไปวางแผนซุ่มโจมตี พวกพม่าอีกชั้น “พรานแสง” ได้พาภรรยาและบุตรของตนไปซ่อนในที่ปลอดภัย ชาวบ้าน “หนองดิน” ที่เชื่อ “นายอิน” มัวคอยฤกษ์อยู่ พวกกองร้อยพม่าก็ยกมาตี จนแตกกระเจิง “นายอิน” ถูกฆ่าตายพร้อมชาวบ้านที่คอยฤกษ์ออกรบ ส่วน “พรานแสง” กับพวกซึ่งชิงลงมือพวกพม่าไปบางส่วนที่สำคัญต่อกองทหารพม่า พอได้จังหวะเขากับพวกก็ลงมือราวีกับพวกพม่าจนพวกพม่าตายเกือบหมด ความสูญเสียได้เกิดขึ้นกับชาวบ้าน “หนองดิน” มากกว่าที่คาดคิด เพราะมัวถือฤกษ์ยามจากผู้นำหมู่บ้านที่โง่เขลา ดุจภาษิต “คนโง่ไม่สมควรเป็นผู้นำ” “พรานแสง” กับครอบครัวและพวกที่เหลือจึงอพยพออกไปร่วมกับคนไทยกลุ่มอื่น ๆ

จบตอน








ตอนที่ 8 “เข้ารอบ”

การแข่งขันฟุตบอลระดับเตรียมอุดมได้เริ่มขึ้นในส่วนภูมิภาคได้เริ่มขึ้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่งมีสมาชิกในทีมฟุตบอลที่มีนักเตะเยาวชนฝีเท้าดีมาก แต่เมื่อลงเล่นการขาดความสามัคคีในทีมเพราะต่างคนต่างเล่น ต่างอยากเป็นพระเอกในสนามกัน แม้กระทั่งทีมเชียร์ลีดเดอร์ “ครูสมหมาย” โค๊ชประจำทีมและครู “สุชาดา” รู้ถึงปัญญาว่าขาดความสามัคคีกันทั้งคู่ ซึ่งได้เล่าตัวอย่างแห่งความสามัคคีให้กับเด็ก ๆ ของตน ซึ่งถ้าแพ้รอบต่อไปทีมของโรงเรียนต้องตกรอบ เมื่อเด็ก ๆ ในทีมฟุตอบลและทีมเชียร์ลีดเดอร์เข้าใจในความสามัคคี การแข่งขันกับอีกโรงเรียนมาถึง ทีมฟุตบอลนักเตะไม่มีการหวงบอลกัน จึงทำให้ได้รับชัยชนะ ทุกคนมีความสุขมาก ดุจภาษิต “ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะย่อมนำสุขมาให้”
จบตอน
















ตอนที่ 9
Nov 9
6:49 PM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
ตอนที่ 9 “อยากเป็นมนุษย์”

“ไอ้แวว” หมาข้างถนนที่รู้จักภาษามนุษย์ มันโดยคนไล่เตะเป็นประจำจนมันตาย แล้วมันก็กลับมาเกิดเป็นหมาที่น่ารักสวยงาม ตามมันอธิฐานไว้ก่อนตาย ว่า “เกิดใหม่ชาติหน้าขอให้ตัวเราเป็นผู้น่ารัก และความเป็นอยู่ดีขึ้น…” เมื่อมันเกิดใหม่ มันก็เกิดเป็นหมาพันธุ์เล็กน่ารัก และมีลูกคุณหนูซื้อมันไปเลี้ยงอยู่ในบ้านเศรษฐี พอมันโตขึ้น มันเห็นรูปถ่ายบรรพบุรุษต่าง ๆ ในบ้านเมื่อหลายชาติก่อน มันเห่าไม่ยอมหยุด ตรงรูปถ่ายนั้น แล้วมันยังจำรูปถ่ายของคนอื่น ๆ ได้ด้วย แต่ทุกคนในบ้านก็ไม่รู้ฟังภาษาของมัน บางคนในบ้านดันเข้าใจว่ามันเห็นผี แต่ทุกคนก็เอ็นดูมัน มันคิดได้ว่ามันได้กลับมาอยู่ในบ้านของมันเอง แต่ใครจะช่วยอะไรในเมื่อชาตินี้มันได้เกิดเป็นหมาน่ารักที่ใคร ๆ ก็เรียกมันว่า “ข้าวโพด” วันหนึ่ง ครอบครัวนี้พูดคุยกันว่าจะไปทำบุญที่วัดกับหลวงพ่อรูปหนึ่งมันจึงเห่าตามไปด้วย พอถึงที่วัดมันเห็นหลวงพ่อ มันก็วิ่งเข้าไปหาแล้วก็ไม่ยอมกลับ หลวงพ่อท่านมีอภิญญารู้ภาษาสัตว์ แต่ท่านก็ไม่บอกกับโยม ๆ ที่ไปหา ท่านจึงเอ่ยปากถาม “ข้ามโพด” ว่าอยากอยู่ด้วยไหม? “ข้าวโพด) กระดิกหางดีใจ คนในครอบครัวรู้สึกผิดปกติที่เมื่อจะจับ “ข้าวโพด” มันกลับเห่าและทำท่าจะกัด ท้ายสุดมันก็ได้อยู่วัดกับหลวงพ่อรูปนั้น เพราะมันรู้ว่าหลวงพ่อรูปนี้ช่วยมันได้ “ข้าวโพด” มันมักอยู่กับหลวงพอเสมอ แสนรู้มาก ๆ วันหนึ่ง เมื่อหลวงพ่อรูปนั้นทำวัตรเย็นท่านได้ให้มนสมาทานศีล 5 “ข้าวโพด” พยักหน้า 3 ครั้ง แล้วมันก็สิ้นใจตาย เมื่อหลวงพ่อให้พรว่า “ขอให้เอ็งไปเกิดเป็นลูกเศรษฐี นะ...” ในครอบครัวตระกูลเจ้าของ “ข้าวโพด” เดิมคนในบ้านแต่งงาน แล้วตั้งท้องได้บุตรชาย ๆ ที่มาเกิดขึ้น “ไอ้แวว” หรือ “ข้าวโพด” กลับชาติมาเกิดนั้นเอง
“ความเป็นอยู่ของมนุษย์เป็นการยาก”
“ความได้เป็นมนุษย์เป็นการยาก”

จบตอน



ตอนที่ 10 เสียดาย

“กิตติ” ชายวัยกลางคนมีฐานะเป็นคนที่ชอบสะสมนาฬิกามากเขาเป็นคนที่ออกจะ “บ้าสมบัติ” เอามาก ๆ แม้กระทั่งข้าวของหลาย ๆ อย่างกับลูก ๆ เมีย เขาก็ยังหวงใครมาแตะต้องไม่ได้โดยเฉพาะนาฬิกาที่เขาสะสม วันหนึ่งลูกสาวของ “กิตติ” ได้เอานาฬิกาที่มีนกเขาออกมา...เธอเห็น “กิตติ” มีซ้ำ ๆ กันหลายเรือน เธอจึงเอาไปเป็นของขวัญวันเกิดแก่เพื่อน เมื่อ “กิตติ” รู้เข้าก็โมโหจนร่างกายทรุดโทรมแล้วตรอมใจตาย ประกอบด้วยใจที่หวงแหนเสียดายนาฬิกา ดุจสุภาษิตว่า “ทรัพย์สักนิดก็ติดตามคนตายไปไม่ได้ แล้ว “กิตติ” ก็มาเกิดใหม่เป็นแมลงสาปเฝ้าเกาะติดอยู่ที่นาฬิกาเรือนที่เขาเสียดาย

จบตอน















ที่มาของ ละครสั้น ทาง 3 สี

- เป็นการนำ ถ้อยคำดี ๆ ที่ยึดเป็นหลักใจในพระพุทธศาสนา มาสร้างเป็นเรื่องราว ทั้งสั้น, ยาว เป็นตอน ๆ ได้หลากหลายแนว มีทั้ง.DRAMA, ACTION, FANTACY, ฯลฯ โดยที่ผู้ชม ชมได้ไม่เบื่อ เพราะทุกเรื่องจะจบด้วย “พุทธศาสนสุภาษิตสอนใจยึดไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยไม่น่าเบื่อ อีกทั้งยังน่าติดตาม
- คาดให้ผู้ชมเกิดความบันเทิงที่ไม่ซ้ำซากจำเจ และเกิดปัญหาเบื้องต่ำ เพื่อนนำไปป้องกันภัยอันอาจเกิดในชีวิตประจำวันของทุกคนได้
- เป็นสื่อสีขาว เพราะทุกเรื่องนำ “ถ้อยคำของนักปราชญ์ บัณฑิตมาประพันธ์เป็นเรื่องราวที่เข้าใจง่าย, น่าติดตาม, มีประโยชน์, แปลกหลายเรื่องผู้ประพันธ์นำมาจากเหตุการณ์จริงของตนและคนรอบข้างที่ประสบมา (เรื่องจริง)
กลุ่มเป้าหมาย
- ทุกเพศ, ทุกวัย, ทุกศาสนา, ทุกอาชีพ, ทุกชนชาติ (MASS)
Nov 9
6:55 PM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
คร่าวๆครับ เพื่อนๆ ฝากดุด้วยว่า concept ของนักเขียนจนๆคนนึง โดน บริษัท "งาบ"ไปหรือเปล่า? บวกด้วยไอเดียการนำผู้กำกับหลากหลายมาทำ เป็นตอนสั้นๆ ตบท้ายด้วยพุทะศาสนสุภาษิต และๆลๆ เธอผู้ งาบไป ตีความหมาย กฏแห่งกรรมถูกหรือ? ไม่มีความรุ้ทางธรรมะแล้วยัง แถ มั่วตั่ว เร่งงาบ เร่งทำ ออกมาอีก ปล เอาไว้อ่านกันเล่นๆนะครับ
Nov 9
7:00 PM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
จากเด็กสยามๆ ยุค ดีเจสยามยังขายเพลงสากล ม้วน peacock และมาบุญครองยังมีรงหนังเล็กๆอยู่ชั้นล่าง
Nov 9
7:06 PM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  

Title
body